วิธีการที่แรงงานชาวกัมพูชาจะย้ายถิ่นฐานมาประกอบอาชีพในประเทศไทยนั้นถูกควบคุมด้วยกฎหมาย ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MoU)โดยได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการรับและส่งแรงงานย้ายถิ่น บันทึกความเข้าใจนี้กำหนดให้หน่วยงานจัดหางานเอกชน (PRAs) เป็นผู้สรรหาและส่งแรงงานชาวกัมพูชามายังประเทศไทย แต่หน่วยงานจัดหางานของเอกชนเหล่านี้ไม่ได้ถูกกฎหมายทั้งหมด จึงทำให้ผู้ย้ายถิ่นที่เต็มใจย้ายถิ่นฐานมาทำงานเผชิญความเสี่ยงกับการถูกกดขี่และการค้ามนุษย์ สิ่งนี้กระทบกับแรงงานย้ายถิ่นอย่างไร?

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2561 ทางการประเทศกัมพูชาและไทยมีการจดทะเบียนผู้แรงงานย้ายถิ่นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นจำนวน 1,070,000 คน ทั้งจากการย้ายถิ่นแบบปกติและโดยวิธีที่ผิดกฎหมาย

ทั้งสองประเทศได้กำหนดแนวทางทางกฎหมายและลงนามในบันทึกความเข้าใจ(MoU) ในปี พ.ศ. 2546 เพื่อส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างปลอดภัย บันทึกความเข้าใจนี้ได้นำมาทบทวนและมีการยื่นสัตยาบันร่วมกันอีกครั้งใน พ.ศ. 2558 จุดประสงค์ของเอกสารที่ออกร่วมกันนี้ก็เพื่อจัดระเบียบปฏิบัติสำหรับแรงงานที่ยังไม่ได้จดทะเบียน (รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยแล้ว) และเพื่อส่งเสริมช่องทางทางกฎหมายระหว่างแรงงานย้ายถิ่นและนายจ้าง

ระบบที่กำหนดขึ้นโดยบันทึกความเข้าใจนั้นกำหนดว่าเมื่อนายจ้างชาวไทยต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวจะต้องแจ้งกรมการจัดหางานของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการแจ้งให้กระทรวงแรงงานและพัฒนาอาชีพ (Ministry of Labour and Vocational Training: MOLVT) ทราบในคราวเดียวกัน โดยในการแจ้งนี้ทำให้เกิดโควตาหรือจำนวนของแรงงานย้ายถิ่นที่ต้องการจ้าง โดยหน่วยงานจัดหางานเอกชนในกัมพูชาที่มีหน้าที่สรรหาแรงงานที่สมัครใจมาทำงานในประเทศไทยสามารถทราบตัวเลขจำนวนแรงงานย้ายถิ่นที่นายจ้างต้องการจ้างได้

ภาพด้านล่างแสดงรายละเอียดขั้นตอนการจัดทำเอกสาร:

แต่ถึงกระนั้น ขั้นตอนการจัดหาแรงงานซึ่งทำตามระบบที่บันทึกความเข้าใจร่วมกันได้กำหนดนี้ไม่ได้มีการติดตามการปฏิบัติงานที่เพียงพอและหน่วยงานจัดหางานของเอกชนบางหน่วยงานจัดหาแรงงานก่อนที่จำนวนแรงงานที่ต้องการจ้างงานจะมีการเผยแพร่และให้แรงงานที่จัดหามาเหล่านี้อยู่ในประเทศเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่มีการจ้างงาน นอกจากนี้รายงานจากการลงพื้นที่เสนอว่ามีหลายกรณีที่หน่วยงานจัดหางานส่งแรงงานมายังประเทศไทยโดยใช้วีซ่าประเภทนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเป็นการสร้างภัยคุกคามใกล้ตัวผู้ย้ายถิ่นที่อาจถูกเนรเทศได้ พันธมิตรในโครงการ MIGRA ACTION คุ้นเคยกับกรณีที่ชาวกัมพูชาได้รับการเสนองานที่ไม่มีอยู่จริง และขอให้จ่ายค่าจัดหางานโดยที่ไม่ได้รับเอกสารใด ๆ หรือในกรณีที่คล้ายกันบางกรณี แรงงานบางคนรายงานว่าหน่วยงานจัดหางานเอกชนช่วยให้ข้ามชายแดนโดยไม่จดทะเบียนแรงงานและต้องหลบตำรวจเมื่ออยู่ในประเทศไทย

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือปัญหาในช่วงการจัดหาแรงงาน หน่วยงานจัดหางานเอกชนทั้งหมดมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองหลวง แต่การจัดหาแรงงานในจังหวัดต่าง ๆ บ่อยครั้งมักหาแรงงานจากพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะเมื่อต้องการแรงงานที่ไม่มีทักษะ หน่วยงานจัดหางานเหล่านี้จึงอาศัยตัวแทนที่มีอยู่ทั่วประเทศและอาศัยอยู่ได้โดยต้องคอยเสาะหาผู้ต้องการย้ายถิ่น ตัวแทนเหล่านี้คอยช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่สมัครใจจะย้ายถิ่น โดยช่วยสมัครผ่านขั้นตอนในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ช่วยกรอกใบสมัครทำหนังสือเดินทาง และลดภาระในการต้องเดินทางมาเมืองหลวง และอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามพันธมิตรโครงการ MIGRA ACTION สังเกตเห็นว่าตัวแทนเหล่านี้บางคนไม่ได้เป็นตัวแทนของหน่วยงานจัดหางานเอกชนที่จดทะเบียนไว้กันรัฐบาล พวกเราได้รับทราบมาจากสมาชิก Self-Help-Group จากชุมชนต่าง ๆ ว่า ตัวแทนเหล่านี้เข้าหาชาวบ้านและเสนองานให้ทำในประเทศไทยโดยไม่มีการทำเอกสาร หรือทำเอกสารให้แต่ไม่สมบูรณ์ บางครั้งก็ลักลอบพาแรงงานข้ามชายแดน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและทำได้รวดเร็วกว่าขั้นตอนปกติ

แนวทางเหล่านี้ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปเนื่องจากขั้นตอนตามปกติตามกระบวนการในบันทึกความเข้าใจนั้นซับซ้อน เสียเวลามาก ราคาแพงและแรงงานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงได้

อีกมุมมองหนึ่งในเรื่องนี้คือเรื่องสถานภาพทางเศรษฐกิจของแรงงานเหล่านี้ที่ไม่สามารถรอคอยการจัดหางานที่ใช้เวลานานได้ การตัดสินใจย้ายถิ่นเกิดจากความจำเป็นมากกว่าจากการมีตัวเลือก ดังนั้นผู้ย้ายถิ่นจึงตกเป็นเหยื่อของตัวแทนจัดหางานที่ไร้จริยธรรมได้โดยง่าย ชาวบ้านหลายคนขาดความตระหนักรู้ถึงสิทธิและไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างขั้นตอนที่ปกติและผิดปกติได้ อีกทั้งพวกเขาไม่รู้จักวีซ่าและเอกสารสำคัญ นอกจากนี้ชาวบ้านเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไว้วางใจตัวแทนจัดหางาน เนื่องจากตัวแทนเหล่านี้อาจเป็นที่รู้จักในชุมชนหรือในเครือข่ายอยู่ก่อนแล้ว ชาวบ้านอาจไม่สามารถพิจารณาระหว่างตัวแทนไร้จริยธรรมและตัวแทนจัดหางานตัวจริงซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานจัดหางานเอกชนที่เป็นที่รู้จักและได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือหากพวกเขาแยกแยะได้ก็มักจะทำได้ช้าเกินไปจนกว่าผู้ย้ายถิ่นเหล่านี้จะพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เช่น ได้จ่ายเงินค่าจัดหางานไปแล้วและตัวแทนเหล่านี้หายตัวไปและไม่สามารถตามได้

หน่วยงานจัดหางานเอกชน (PRAs) เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการอย่างเป็นทางการในประเทศ รัฐบาลกัมพูชาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้พัฒนานโยบายด้านการย้ายถิ่นฐานของแรงงานในปี พ.ศ. 2554 โดยได้นิยามหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานจัดหางานเอกชนไว้อย่างชัดเจน แต่โชคร้ายที่เอกสารปลอมแปลงและการหลอกลวงก็ยังพบเห็นได้ทั่วไป หน่วยงานจัดหางานเอกชนเคยมีประวัติการปลอมแปลงเอกสาร ระงับสัญญาและเรียกเก็บค่าบริการในการจัดหางานแพงเกินกว่าที่กำหนด ซึ่งบางครั้งตำแหน่งงานเหล่านี้ก็ไม่มีอยู่จริง รายงานเกี่ยวกับการว่าจ้างผู้เยาว์และการออกเอกสารโดยเปลี่ยนชื่อและอายุเองก็มีให้เห็นอยู่เป็นนิจ

กฎระเบียบในการดำเนินงานของหน่วยงานจัดหางานเอกชน (กฤษฎีกาย่อยฉบับที่ 190 ว่าด้วยการบริหารการจัดส่งแรงงานชาวกัมพูชาไปต่างประเทศโดยใช้หน่วยงานจัดหางานเอกชน) ครอบคลุมถึงการตรวจสอบตัวแทนจัดหางาน กฎระเบียบเรื่องอัตราค่าบริการและข้อตกลงในสัญญา และการบังคับใช้กลไกทางการร้องเรียนและการคว่ำบาตรตัวแทนหรือนายหน้าที่ไม่ได้จดทะเบียน เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 มีหน่วยงานจัดหางานเอกชน 89 หน่วยงานที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงานเพื่อดำเนินการอย่างเป็นทางการและจัดหาแรงงานเพื่อมาทำงานในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนแหล่งข้อมูลและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชาเป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้นโยบายดังกล่าว รวมถึงต่อการปกป้องแรงงานย้ายถิ่น โดยเฉพาะในช่วงก่อนการข้ามพรมแดน ซึ่งยังต้องมีการปรับปรุงอีกมากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องแรงงาน แต่สิ่งนี้อาจทำได้ยากเนื่องด้วยติดปัญหาที่สถานการณ์การข้ามพรมแดนและการฟ้องร้องกลุ่มบุคคลที่แสวงประโยชน์จากแรงงานย้ายถิ่น

ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายจริงของการย้ายถิ่นจะมีการกำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจแล้ว และตั้งไว้ที่ 49 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกฎระเบียบ แต่สุดท้ายแรงงานย้ายถิ่นฐานจะต้องจ่ายเงินมากกว่านี้มาก กฎการบริหารไม่มีความชัดเจนและแตกต่างกันในแต่ละจังหวัดหรือต่างกันจากแต่ละนายจ้าง (ดูภาพ Infographic ด้านบน) กลุ่มช่วยเหลือตัวเองรายงานไปที่ MIGRA ACTION พบว่าพวกเขาจ่ายโดยเฉลี่ยประมาณ 600 – 700 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับขั้นตอนการย้ายถิ่นทั้งหมด พวกเขาไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมที่แพงเช่นนั้นได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดพวกเขาเหล่านี้จึงเลือกใช้ช่องทางที่ผิดกฎหมายซึ่งค่าใช้จ่ายลดลงมาอย่างมาก นอกจากนี้ แรงงานย้ายถิ่นเหล่านี้จึงรู้สึกว่าการใช้ช่องทางไม่ปกตินั้นสะดวกมากกว่าเนื่องจากว่าบันทึกความเข้าใจนี้ไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงนายจ้างได้เมื่อแรงงานมาที่ประเทศไทยแล้ว พวกเขาคิดว่าการใช้ช่องทางไม่ปกติจะสามารถเปลี่ยนงานได้ง่ายขึ้นหากพบเจอปัญหา อีกทั้งแรงงานย้ายถิ่นหลายคนคิดว่าการทำให้สถานะแรงงานของพวกเขาถูกกฎหมายนั้นทำได้ง่ายกว่าเมื่อข้ามพรมแดนมาแล้ว

แต่ทว่าเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว การทำให้สถานะแรงงานถูกกฎหมายไม่สามารถทำได้ ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แรงงานย้ายถิ่นในประเทศไทยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสามารถยื่นจดทะเบียนแรงงานได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ซึ่งหลังพ้นวันดังกล่าวไปแล้ว แรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนจะถูกปรับระหว่าง 5,000 ถึง 50,000 บาท ถูกส่งกลับมายังบ้านเกิด และถูกกีดกันจากการขอรับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยเป็นเวลาสองปี นายจ้างเองก็มีโทษปรับเช่นเดียวกัน โดยผู้ที่ถูกตรวจสอบแล้วพบว่าจ้างแรงงานที่ไม่มีเอกสารที่ถูกกฎหมายจะต้องชำระค่าปรับระหว่าง 10,000 ถึง 100,000 บาทต่อแรงงานหนึ่งคน จากพระราชกำหนดนี้เองหากนายจ้างกระทำผิดซ้ำ จะถูกปรับระหว่าง 50,000 ถึง 200,000 บาท อาจถูกจำคุก 1 ปี และไม่สามารถจ้างแรงงานได้อีกเป็นเวลา 3 ปี

เจ้าหน้าที่ทางการไทยกล่าวว่า เมื่อนับถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 มีแรงงานกัมพูชาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนประมาณ 10,000 คนในประเทศไทย แต่กลุ่มพิทักษ์สิทธิแรงงานมีตั้งข้อสงสัยว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจมีถึงประมาณ 20,000 ถึง 30,000คน การขาดเอกสารจดทะเบียนและการขาดความรู้ภาษาท้องถิ่นทำให้โอกาสในการเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์สูงขึ้น รวมถึงอาจถูกหลอกลวง ถูกแสวงประโยชน์และถูกเนรเทศออกจากประเทศได้

ในระหว่างที่เราศึกษาดูงานในชุมชนนั้น แรงงานย้ายถิ่นที่กลับมาที่กัมพูชาหลายคนได้บอกเล่าเรื่องราวการถูกต้มตุ๋นและการถูกแสวงประโยชน์ พวกเขาหลายคนรู้สึกผิดที่เชื่อใจตัวแทนหรือนายหน้าที่ชักจูงให้พวกเขาย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนกับที่ตัวแทนเหล่านี้ได้บอกพวกเขาไว้ก่อน แรงงานเหล่านี้ยังได้อธิบายว่าพวกเขาถูกคนกลางหลอกโดยจัดทำเอกสารปลอม หรือวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อให้พวกเขามาทำงานในประเทศไทย แรงงานย้ายถิ่นชาวกัมพูชาที่พบเจอสถานการณ์เหล่านี้มักไม่พยายามรายงานหรือเรียกร้องความยุติธรรมจากการถูกละเมิดสิทธิเนื่องจากกลัวถูกจับ

เราได้เสริมสร้างศักยภาพของชุมชนชาวกัมพูชาและสร้างความตระหนักเรื่องเอกสารที่จำเป็นและขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามก่อนจะตอบรับเข้าทำงานในประเทศไทย เพื่อลดช่องว่างเรื่องการไม่รู้ข้อมูล ในขณะนี้เมื่อพูดถึงหนังสือเดินทางชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงครอบครัวของผู้ย้ายถิ่นรู้แล้วว่าหนังสือสีแดงเล่มเล็ก มีไว้ทำอะไร หนังสือนี้หมายถึงพาสปอร์ต และพวกเขามีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อจะต้องรายงานต่อทางการเรื่องการถูกแสวงประโยชน์หรือถูกละเมิด ในการทำโครงการ MIGRA ACTION นี้ เราได้แบ่งปันรายชื่อของตัวแทนจัดหางานที่ถูกกฎหมายและมีหนังสือรับรองให้กับชุมชน ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ได้มาจากกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านเหล่านี้สามารถเข้าถึงตัวแทนเหล่านี้ได้หากพวกเขาต้องการจะย้ายถิ่นฐานหรือจะรายงานต่อทางการว่าพวกเขาถูกแสวงประโยชน์หรือถูกหลอกลวง

อ่านคำบอกเล่าของ Ang ที่ถูกหน่วยงานจัดหางานเอกชนหลอก

รายชื่อของหน่วยงานจัดหางานเอกชนที่จดทะเบียนแล้ว