แรงงานย้ายถิ่นในอุตสาหกรรมประมงเป็นกลุ่มที่ไม่ปลอดภัยจากการค้ามนุษย์ ทาส และการบังคับกดขี่แรงงานหรือการทำงานขัดหนี้อันเป็นผลมาจากธรรมชาติของงานที่ทำ ซึ่งอยู่โดดเดี่ยว ห่างไกลจากฝั่งและอันตรายทำให้พวกเขาเหมือนติดกับดักอยู่กลางทะเล ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก มีแรงงานย้ายถิ่นในโรงงานอาหารทะเลประมาณ 222,000 คนและมีแรงงานประมาณ 71,000 คนที่ทำงานอยู่บนเรือนอกฝั่งทะเล เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้อุตสาหกรรมประมงของไทยถูกตรวจสอบในประเด็นสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนซึ่งมีการละเมิด ขาดการรายงานและขาดการควบคุม (IUU)

องค์กรนอกภาครัฐและองค์กรจากภาคประชาสังคม (เช่น ฮิวแมนไรตส์วอตช์) ได้เปิดเผยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยองค์กรเหล่านี้พบว่าแรงงานย้ายถิ่นที่ทำงานบนเรือมีสภาพการทำงานเยี่ยงทาส โดยทำงานมากกว่า 18 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ในสภาวะที่โหดร้าย ชาวประมงจะถูกยึดหนังสือเดินทางและเอกสารอื่น ๆ เมื่อมาถึงและจะถูกละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งภัยคุกคามและความรุนแรงรายวัน และการอดหลับอดนอน ขาดอาหาร รวมถึงได้รับยาที่ทำให้ทำงานหนักได้นาน ๆ ชาวประมงบางคนติดอยู่กลางทะเลนานหลายปีโดยไม่ได้ขึ้นฝั่ง เมื่อพยายามจะหนีก็มักจะถูกจับเนื่องจากประพฤติตัวผิดปกติ ถูกส่งไปศูนย์กักกันหรือถูกขบวนการค้ามนุษย์จับและส่งไปยังเรือประมงอื่น

ประเทศไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมระหว่างประเทศเพราะวิธีปฏิบัติต่อชาวประมงเหล่านี้และความพยายามที่ไม่เพียงพอต่อการจัดการการค้ามนุษย์ ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยถูกลดอันดับมาอยู่ที่เทียร์ 3 ในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปีของสหรัฐอเมริกา และในปีเดียวกันนี้เอง สหภาพยุโรปได้ออก “ใบเหลือง” ให้ประเทศไทยเนื่องจากการทำการประมงนั้นเกิดการละเมิด ขาดการรายงาน และขาดการควบคุม (IUU) ซึ่งสัมพันธ์กับการบังคับแรงงานและการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงด้วย ความล้มเหลวของรัฐบาลไทยในการพิสูจน์ว่ารัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เกิดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการกีดกันการนำเข้าสินค้าได้

แรงกดดันที่รัฐบาลไทยเผชิญทำให้เกิดการปฏิรูปโดยทั่วและมีการนำกลไกในการปกป้องแรงงานย้ายถิ่นและปราบปรามการค้ามนุษย์มาปรับใช้ อีกทั้งยังมีการบังคับใช้นโยบายพิเศษในอุตสาหกรรมประมง รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการประเมินซึ่งได้แก่ ระบบการรายงานสำหรับเจ้าของเรือ และการปรับปรุงสภาพการทำงานบนเรือให้ดีขึ้น พระราชกำหนดการประมงปีพ.ศ. 2558 บังคับให้เจ้าของเรือแจ้งการเข้าออกเรือต่อทางการ จำนวนสัตว์ที่จับได้แต่ละเที่ยว และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก ระบบการรายงานจำนวนลูกเรือนี้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์บนเรือ กฎระเบียบที่ออกโดยกระทรวงแรงงานในปีพ.ศ. 2557 กำหนดให้นายจ้างปฏิบัติตามวิธีการแบบเดียวกันในเรื่องการจ่ายเงิน รวมถึงมีการรับรองว่ามีแนวทางการปฐมพยาบาลและการรักษาห้องน้ำให้สะอาดตามมาตรฐาน

แต่ถึงแม้จะมีการบังคับใช้กฎระเบียบต่าง ๆ และการเลื่อนอันดับมาอยู่ที่เทียร์ 2 ในปีพ.ศ. 2559 แต่ระบบการติดตามการปฏิบัติงานยังไม่มีประสิทธิภาพนัก รายงานได้บันทึกการพัฒนาในเรื่องสภาพการทำงานและการจ่ายเงินที่ดีขึ้น รวมถึงการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมประมงที่ลดลง อย่างไรก็ตามยังคงมีปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานให้เห็นอยู่ อาทิ การกีดกันการจดทะเบียนแรงงาน การทำงานล่วงเวลางาน การจ่ายเงินเดือนต่ำกว่าเงินเดือนขั้นต่ำ การไม่ยอมจ่ายเงินเดือน และการห้ามไม่ให้เดินทาง องค์การแรงงานระหว่างประเทศและฮิวแมนไรต์วอทช์พบว่าหน่วยงานราชการ ได้แก่ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกและศูนย์บริการเบ็ดเสร็จมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอและไม่สามารถสัมภาษณ์กลั่นกรองผู้ย้ายถิ่นที่อาจมีอันตรายได้ เนื่องจากมีงานด้านเอกสารต้องรับผิดชอบมาก

นอกจากนี้มีหลายกรณีที่นายจ้างให้บุคคลอื่นดูแลเอกสารของแรงงานย้ายถิ่น โดยนายจ้างมักจะใช้บริการจากนายหน้าซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดการ ซึ่งผู้ย้ายถิ่นต้องรับผิดชอบ ทำให้แรงงานเปราะบางมากขึ้น มีอำนาจในการต่อรองน้อยลงและอาจทำให้เกิดการระงับการจดทะเบียนได้ แรงงานย้ายถิ่นที่ถูกกันไม่ให้เข้าถึงเอกสารทางกฎหมายแทบจะไม่มีโอกาสในการเปลี่ยนนายจ้าง เนื่องจากการออกจากงานจะทำให้เอกสารต่าง ๆ ของพวกเขาสูญไปด้วย ทำให้แรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนและเสี่ยงต่ออันตราย

การที่ประเทศไทยให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาการทำงานในภาคประมง (ฉบับที่ 188) ซึ่งออกโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศทำให้สามารถคุ้มครองชาวประมงจากการถูกละเมิดได้อย่างมั่นคง โดยอนุสัญญานี้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับแรงงานเพื่อยกคุณภาพความปลอดภัย สุขภาพและการรักษาพยาบาลของแรงงานที่ออกเรือเพื่อการประมง อนุสัญญานี้ยังรับประกันด้วยว่าชาวประมงจะได้รับความคุ้มครองในการทำข้อตกลงการทำงานและการประกันสังคมเช่นเดียวกับแรงงานในประเทศ ประเทศไทยได้เริ่มปฏิบัติการหลายอย่างแล้วตามสัตยาบันที่ให้ไว้ โดยได้เริ่มเข้าร่วมการประชุมไตรภาคีและการทำประชาพิจารณ์หลายครั้ง อย่างไรก็ตามการทำตามสัตยาบันครั้งนี้อาจทำได้ยากขึ้นเนื่องจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยต้องการให้มีข้อยกเว้นเรื่องการใช้แรงงานเด็ก โดยอนุญาตให้เด็กอายุ 16 ปี สามารถทำงานบนเรือได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับคำสัตยาบันที่ไทยได้ให้ไว้ตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามและการดำเนินการโดยทันทีเพื่อขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก ค.ศ. 1999 (ฉบับที่ 182) ซึ่งออกโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์การจากภาคประชาสังคม 30 องค์การได้ลงนามใน ‘แถลงการณ์ร่วมภาคประชาสังคม เรื่อง การให้สัตยาบันในการทำงานในภาคการประมง ปีค.ศ. 2007 (ฉบับที่ 188) ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามการให้สัตยาบันในอนุสัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถคุ้มครองแรงงานจากการถูกกดขี่ได้ และเพื่อก่อให้เกิดกลไกในการปกป้องแรงงานจากการทำงานขัดหนี้และการกดขี่

เราได้ติดตามสถานการณ์นี้ด้วยในกรอบการทำงานของโครงการ MIG-RIGHT และ MIGRA ACTION ซึ่งสหภาพยุโรปให้ทุนสนับสนุน เราสนับสนุนให้เกิดการประชุมในหมู่ชุมชนผู้มีความเปราะบางเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ย้ายถิ่นที่เดินทางกลับประเทศได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวกับกลุ่มและเพื่อเสริมสร้างธรรมเนียมการปฏิบัติในการย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย ผู้ที่เคยเป็นชาวประมงได้เข้าร่วมการประชุมของเราและได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่พวกเขาประสบพบเจอขณะออกเรือประมง เราสนับสนุนให้แรงงานย้ายถิ่นยื่นข้อร้องเรียนต่อทางการและเราได้ให้คำแนะนำทางกฎหมายและการติดตามคดีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ท้ายที่สุดนี้ เราสนับสนุนการริเริ่มโครงการส่งเสริมสิทธิเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ย้ายถิ่นในอุตสาหกรรมประมง (ดูที่ โครงการส่งเสริมสิทธิ)

อ่าน Touch’s Testimony จากอดีตชาวประมงที่หนีตายมาได้