คนหนุ่มสาวจำนวนมากในพื้นที่ทุรกันดารของกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรเกินครึ่งอายุน้อยกว่า 25 ปี มองว่าการย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศเพื่อหางานที่ดีทำเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากความยากจน โดยมี 1 ใน 3 ของแรงงานของประเทศได้ย้ายถิ่นฐานไปเพื่อทำงาน คนกัมพูชาจำนวนมากทิ้งลูกชายและลูกสาวที่รักของพวกเขาไว้ข้างหลัง เพื่อไปหางานที่ทำเงินได้ดีกว่าในต่างประเทศ โดยหวังว่าจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของที่บ้านและมอบโอกาสในอนาคตที่ดีให้กับลูก ๆ

ปัจจัยที่ผลักดันให้แรงงานฝีมือต่ำต้องย้ายถิ่นฐานได้แก่ การขาดโอกาสหรือมีโอกาสน้อยในการทำงาน การหาเงินได้ไม่สม่ำเสมอ อัตราการว่างงานสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศที่โหดร้าย เช่น ความแห้งแล้งและน้ำท่วม และการเป็นหนี้ สาเหตุเหล่านี้เป็นเหตุให้หลาย ๆ ครอบครัวต้องข้ามพรมแดนมาเพื่อหางานใหม่ ในหลาย ๆ ครั้ง พวกเขาทิ้งลูก ๆ ไว้ข้างหลังกับปู่ย่าตายาย และส่งเงินกลับมาเป็นรายเดือนเพื่อเลี้ยงชีพ

 

ชาวกัมพูชาที่ย้ายถิ่นฐานกว่า 70% ส่งเงินให้ญาติโดยเฉลี่ยประมาณ 300 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2559 เงินที่ส่งกลับไปเป็นประจำนี้ช่วยให้ครอบครัวของพวกเขาดีขึ้น เนื่องจากสามารถลงทุนในธุรกิจเล็ก ๆ ได้สิทธิประโยชน์จากการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม และทำให้เด็ก ๆ มีการศึกษาที่ดี ซึ่งลดความเสี่ยงจากการเป็นแรงงานเด็กได้

จากการลงพื้นที่ของเราพบว่าในบางกรณี เงินที่ส่งกลับมายังภูมิลำเนาเป็นรายได้เพียงอย่างเดียวของครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง1 ฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของผู้ย้ายถิ่นในประเทศไทยส่งผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัวชาวกัมพูชาและอาจรบกวนการใช้ชีวิตของพวกเขาได้ เนื่องจากไม่สามารถจ่ายหนี้ที่สะสมให้กับสถาบันการเงินขนาดย่อมได้ ซึ่งอาจทำให้ที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ ถูกยึด พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้แรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนต้องย้ายถิ่นออกจากประเทศไทย เช่นเดียวกับในปี พ.ศ. 2557 แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าก็ตาม เป้าหมายของมาตรการนี้คือการสร้างมาตรฐานของกระบวนการและเพื่อทำให้แรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนได้เข้ามาอยู่ขั้นตอนของบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองเราได้สังเกตจาก Self Help Group พบว่าแรงงานย้ายถิ่นจำนวนมากกลับมาที่กัมพูชาเพื่อทำให้สถานภาพแรงงานของตนถูกกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้แรงงานหลายคนเป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีกรณีการคุกคามเกิดขึ้นในกรณีที่แรงงานถูกเรียกเก็บค่าดำเนินการแพงเกินมาตรฐานและต้องรอนานเกินปกติ หลังจากที่สิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดหลังเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 รัฐบาลไทยคาดการณ์ว่ายังคงมีแรงงานชาวกัมพูชาในประเทศไทยมากกว่า 10,000 คนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโดยนับถึงต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งได้เริ่มมีการส่งกลับและมีโทษปรับแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียน ผลกระทบของสิ่งเหล่านี้ต่อครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังยังไม่ได้มีการศึกษา

นอกจากการพึ่งพาเงินที่ส่งกลับภูมิลำเนา ยังมีปัญหาอื่นที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวแรงงานย้ายถิ่น นั่นคือการย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่อาจส่งผลต่อปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพและจิตใจของครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เนื่องจากคนชรา เด็กและผู้หญิงต้องพึ่งพาตนเองในทันทีโดยยังต้องแบกภาระที่มากขึ้นทั้งภาระงานและภาระในบ้านเรือน การที่ครอบครัวมีผู้ย้ายถิ่นฐานยิ่งทำให้ผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เปราะบางมากขึ้น ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากโอกาสการไปโรงเรียนหรือทำงานนอกบ้านลดลงอย่างมาก ดังนั้นในขณะที่การทำการเกษตรยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศจึงเป็นการยากยิ่งขึ้นที่ครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัวจะหารายได้ที่เพียงพอในเวลาที่สมาชิกในครอบครัวที่ทำงานได้ไม่อยู่

การย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่อาจส่งผลเสียต่อการศึกษาของลูก ๆ ได้เช่นเดียวกัน เมื่อไม่มีผู้ดูแลหลักจะกระทบกับการดูแลตัวเอง ทำให้เด็ก ๆ ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังมีโอกาสจะออกจากโรงเรียนหรือกลับเข้าไปเรียนใหม่ช้า ปู่ย่าตายายไม่คุ้นชินกับการดูแลเด็กเท่าพ่อแม่ การพัฒนาการศึกษาของหลานไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาต้องดูแลหลานคนเดียวและเป็นผู้ปกครองคนเดียวของเด็กสี่หรือห้าคน ซึ่งในสภาพครอบครัวเช่นนี้เด็กที่ถูกละเลยจะประสบกับการละเมิดหรือความรุนแรงทางเพศได้มากขึ้น

เราตระหนักเป็นอย่างดีถึงความท้าทายที่ผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังต้องเผชิญในแต่ละวัน ผู้เข้าร่วมกลุ่ม Self-Help Group ของเราเป็นผู้หญิงถึง 70% ซึ่งส่วนมากเป็นหญิงสูงวัย ย่ายายเหล่านี้สารภาพว่าการต้องส่งหลานไปโรงเรียนและทำงานในนาไปด้วยนั้นเป็นเรื่องยาก พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานทางสังคมและสุขภาพได้ และเมื่อไม่ได้รับข่าวสารจากลูกที่ไปทำงานต่างประเทศ พวกเขาก็เป็นกังวลอยู่เนือง ๆ ว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีกับลูก ทำให้ย่ายายเหล่านี้มีแนวโน้มจะเป็นคนโดดเดี่ยวและวิตกกังวล เราได้พบกับแรงงานย้ายถิ่นและครอบครัวทั้งที่กำลังคิดจะย้ายถิ่นและทั้งที่ได้ย้ายถิ่นไปแล้วในชุมชนเป้าหมายของเราในเจ็ดจังหวัด เรามอบแนวทางที่จะสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัยและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อยู่ข้างหลัง ทั้งนี้เนื่องจากเรามีความพยายามจะลดความลำบากของพวกเขาเหล่านี้ และในระหว่างที่ทำกลุ่ม Self-Help-Group เรากระตุ้นให้ชาวบ้านได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลเชิงรูปธรรม โดยการแจกหมายเลขสายด่วนและข้อมูลติดต่อขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นพันธมิตรและหน่วยงานราชการที่พวกเขาสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้

 

หากต้องการทราบเพิ่มเติม อ่านคำบอกเล่าของ Sarom และนาง Sref Sarom and Mrs Ann

[1] ข้อสังเกตของ GVC จาก SHG ในโครงการ Migra Action