เมื่อวันที่ 30 มกราคม รัฐบาลไทยประกาศยื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมง พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ซึ่งทำให้เกิดการผูกพันในข้อบังคับเรื่องมาตรฐานของการทำงานที่เหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมประมง ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

เมื่อวันที่ 30 มกราคม รัฐบาลไทยประกาศยื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมง พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ซึ่งทำให้เกิดการผูกพันในข้อบังคับเรื่องมาตรฐานของการทำงานที่เหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมประมง ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563
ซึ่งนับเป็นหนึ่งปีหลังจากที่ยื่นสัตยาบัน มีความคาดหวังว่าชีวิตความเป็นอยู่บนเรือประมงไทยจะดีขึ้นเนื่องจากขณะนี้ชาวประมงมีเครื่องมือทางกฎหมายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างเพื่อปกป้องและพัฒนาสภาพการทำงานของพวกเขา

อนุสัญญา ฉบับที่ 188 มีเป้าหมายเพื่อป้องกันรูปแบบการทำงานที่ไม่เหมาะสมของชาวประมง โดยเฉพาะชาวประมงย้ายถิ่น อนุสัญญานี้เน้นที่การวางระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดหาและการตรวจสอบข้อร้องเรียนของชาวประมง นอกจากนี้อนุสัญญานี้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ที่พักและอาหาร ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพและการดูแลเรื่องสุขภาพ
การรักษาพยาบาลและการประกันสังคม ซี่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างสภาวะที่สามารถป้องกันการบังคับแรงงาน การค้ามนุษย์ และรูปแบบอื่นใดของการละเมิดและการแสวงประโยชน์

ภาคการประมงของไทยซึ่งทราบกันว่าเป็นอุตสาหกรรมที่กดขี่มากที่สุดนั้นจ้างแรงงานมากกว่า 600,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานย้ายถิ่นจากประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว จากการประเมินพบว่าในประเทศไทยมีชาวกัมพูชาประมาณหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มคนงานย้านถิ่นที่ใหญ่เป็นอันดับสอง

การยื่นสัตยาบันครั้งนี้บ่งบอกถึงโอกาสที่สำคัญที่ประเทศไทยจะได้พัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมประมง

“ประเทศไทยกำลังสร้างต้นแบบที่ดีในภูมิภาคนี้ในการเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ยื่นสัตยาบันต่ออนุสัญญาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนี้” นาย Guy Ryder เลขาธิการองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กล่าว “ผมกำลังรอให้ประเทศในเอเชียประเทศอื่น ๆ กระทำอย่างเดียวกัน” นาย Ryder กล่าวเสริม “โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ ILO มีเป้าหมายที่จะบรรลุการทำสัตยาบันกับประเทศจำนวนมากในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเรา”

คณะกรรมาธิการยุโรปก็ได้แสดงความยินดีที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นในอนุสัญญาระหว่างประเทศนี้เช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการได้เน้นย้ำในการแถลงข่าวเรื่อง “ความพยายามในการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์และปรับปรุงสภาพของแรงงานในภาคการประมง โดยคณะกรรมาธิการและกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรป (the European External Action Service) ได้กล่าวกับทางการไทยถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับแรงงานขั้นรุนแรงในอุตสาหกรรมประมง ถึงแม้ว่าการกล่าวถึงครั้งนี้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการหารือด้านการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุมก็ตาม”

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังได้เลื่อนระดับประเทศไทยเป็น “ใบเหลือง” ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ซึ่งถือเป็นการเตือนจากสหภาพยุโรปว่าประเทศนั้น ๆ ยังไม่ได้มีการจัดการกับการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุมอย่างเพียงพอ

กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า “มาตรการเหล่านี้จะดึงดูดแรงงานเข้ามาในภาคการประมงมากขึ้น ซึ่งจะลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการประมง และมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีการบังคับทางกฎหมายในช่วงกลางปี พ.ศ. 2562 ณ ขณะนี้ กฎระเบียบของประเทศไทยที่บังคับกับภาคส่วนต่าง ๆ สอดคล้องกับบทบัญญัติในอนุสัญญามากกว่าร้อยละ 80 แล้ว”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีเพียง 14 ประเทศที่ได้ยื่นสัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการทำงานในภาคการประมงขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้แก่ แองโกลา อาร์เจนตินา บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา คองโก เอสโตเนีย ฝรั่งเศส ลิทัวเนีย โมร็อกโก นามิเบีย นอร์เวย์ เซเนกัล แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม:

https://www.ilo.org/global/about-the-ilo/newsroom/news/WCMS_666581/lang–en/index.htm

http://europa.eu/rapid/press-release_IP-19-61_en.htm

http://www.mfa.go.th/main/en/news3/6886/96905-Thailand-ready-to-Ratify-ILO%E2%80%99s-Work-in-Fishing-Con.html