สามีของ Sarom ออกจากบ้านไปทำงานที่ประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เธออยู่กัมพูชาเพื่อเลี้ยงลูกสองคน. “ฉันเป็นพี่คนโตจากห้าคนและเคยย้ายไปทำงานเมื่ออายุได้ 13 ปี เพื่อช่วยเหลือแม่ วันนี้ ฉันอยากให้ลูก ๆ มีโอกาสทางการศึกษา”

นาง Sarom Ouey, ทูตทางสังคม

เรื่องของ Sarom

Sarom อายุ 34 ปี มีลูกสองคน และเธอก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเหมือนหญิงชาวกัมพูชาหลาย ๆ คน สามีของเธอไปอยู่ประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ แต่ละเดือนเขามีรายได้ประมาณ 4,000-7,000 บาท (115-200 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นเงินปริมาณน้อยที่ใช้เลี้ยงดูครอบครัวที่มีสมาชิกสี่คน Sarom ดูแลลูก ๆ เองที่หมู่บ้าน

Sarom ตระหนักดีถึงเหตุผลที่ชาวกัมพูชาตัดสินใจจากประเทศ พื้นเพเดิม และครอบครัวเพื่อหางานที่ดีกว่า เธอเองมาจากครอบครัวที่มีผู้อพยพย้ายถิ่น หลังเผชิญภัยแล้งที่รุนแรงและน้ำท่วมหลายครั้งในพื้นที่เมื่อปี พ.ศ. 2541 ชุมชนชนบทกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอดและจากเหตุที่เกิดขึ้นก็ทำให้หารายได้ประจำได้ยาก แม่ของ Sarom ตัดสินใจไปเสี่ยงดวงที่ต่างประเทศและพาลูก ๆ ทั้ง 5 คนไปด้วย ซึ่งก็เหมือนกับที่หลาย ๆ คนได้ตัดสินใจทำ Sarom เป็นพี่คนโต มีอายุ 13 ปีในขณะนั้น “พวกเราหวังว่าจะมีงานทำที่โน่นและมีชีวิตที่ดีกว่า” เธอกล่าว

แต่ทั้งหมดไปได้เพียงแค่ก่อนถึงประเทศไทย พวกเขาใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับการเดินทางและยิ่งไปกว่านั้น Sarom ล้มป่วย แม่ของเธอจึงตัดสินใจปักหลักที่เมืองชายแดนโดยได้รับความช่วยเหลือจากพวกทหารในพื้นที่ Sarom ไม่เคยนิ่งเฉยที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่และเลี้ยงดูครอบครัว เธอปีนต้นไม้หาผลไม้ ทำงานเล็กน้อยแลกเงินในตลาด หรือแม้แต่เก็บดอกบัวในสระที่วัดเพื่อเอาไปขาย แต่เงินก็ไม่เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูเธอและบรรดาพี่น้อง

เธออายุเพียง 13 ปี ตอนข้ามไปทำงานที่ฝั่งไทยครั้งแรก ชายชาวกัมพูชาที่ทำงานส่งน้ำบรรจุขวดในหมู่บ้านที่เธอและแม่รู้จักมาสักพักสัญญาว่ามีงานให้เธอทำในโรงงานที่เขาทำทางฝั่งไทยไม่ไกลจากชายแดน งานมีจริงตามเขาว่าแต่ Sarom ไม่สามารถทำงานยกถังน้ำหนัก ๆ ได้ ไม่ช้าเธอก็ถูกส่งกลับกัมพูชาและย้ายไปปอยเปต กับแม่และน้อง ๆ และก็อยู่ที่นั่นอย่างยากลำบากอย่างที่เคยเป็นมา Sarom ทำงานสามอย่างในเวลาเดียว: ทั้งช่วยแม่ทำขนมเพื่อไปขายในตลาด รุนเกวียนข้ามพรมแดนและขายแมลง

เมื่อเธออายุได้ 16 ปี มีนายหน้าช่วย Sarom และน้องสาวข้ามชายแดนอย่างผิดกฎหมายแล้วนำพวกเขาไปไร่อ้อย Sarom และน้องสาวมีอาหารเพียงเล็กน้อยเมื่ออยู่ที่นั่น โดยมีเพียงข้าวห่อเล็กในอาทิตย์แรกและน้ำอ้อยเพื่อประทังชีวิต “ผ่านไปสองสามสัปดาห์ เราทนสภาพอย่างนั้นไม่ไหว สุขภาพเราอ่อนแอเราเลยตัดสินใจกลับกัมพูชาและพยายามหางานที่ชายแดน”

แม้ Sarom จะมีประสบการณ์ไม่ดีนัก แต่กระนั้น เธอและครอบครัวก็ไม่ละความพยายามที่จะย้ายถิ่นอีก พวกเขาตัดสินใจที่จะไปกับครอบครัวอื่นๆ เพื่อไปทำงานในไร่ขนาดใหญ่แลกกับค่าจ้างวันละ 300 บาท (ประมาณ 9 เหรียญสหรัฐ) ครอบครัวที่ไปทำงานเหล่านี้ทำงานกันอย่างหนักเป็นเวลา 5 เดือน แต่ไม่เคยได้รับเงินค่าจ้าง เมื่อนายจ้างบอกให้แม่ของ Sarom กลับไปที่หมู่บ้านเพื่อนำคนมาทำงานเพิ่ม ทั้งครอบครัวจึงได้โอกาสหนี พวกเขาหางานได้อีกที่หนึ่งและครั้งนี้ได้รับค่าจ้างแม้จะน้อยกว่าเดิมคือวันละ 120 บาท (ประมาณ 3 เหรียญสหรัฐ)

Sarom กลับมาที่กัมพูชาและมีครอบครัวของตนเอง เมื่อลูกสาวคลอดเธอตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งลูกไว้ และเมื่อมีลูกคนที่สองในอีกสองปีต่อมา ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ขัดสน สามีของ Sarom ตัดสินใจไปประเทศไทยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวในขณะที่เธอเลี้ยงลูกอยู่ที่หมู่บ้าน “พวกเด็ก ๆ ยังเด็กเกินไปที่จะอยู่กันเองและฉันก็อยากให้พวกเขาได้ไปโรงเรียนเพื่อจะได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ฉันไม่เคยมี ฉันอ่านเขียนไม่ได้ ฉันอยากให้ลูกมีอนาคตที่ต่างจากฉัน” แต่การที่จะเลี้ยงทั้งครอบครัวด้วยรายได้จากคนคนเดียวก็ไม่ง่ายนัก Sarom เองก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างนี้ไปถึงเมื่อไร “ฉันไม่อยากทิ้งลูกไว้แต่เราก็ไม่มีเงินและฉันคงจำเป็นต้องกลับไปอีก พวกเขาจะมีอนาคตที่ดีกว่าถ้าฉันมีงานที่ได้เงินดีในประเทศไทย”

Sarom เข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือตนเอง (Self Help Groups) เมื่อปีพ.ศ. 2557 เธอมักกล่าวถึงความหวังและความหวาดกลัวอย่างมีพลังและกระตือรือร้น เธอสนใจด้านการโยกย้ายถิ่นอย่างปลอดภัยมากและมีความมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันประสบการณ์ เธอจึงได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในทูตทางสังคมของ MIGRA ACTION ปัจจุบันนี้เธอร่วมประชุมกับทางกลุ่มช่วยเหลือตนเองเป็นประจำและเล่าเรื่องราวของเธอเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการอพยพย้ายถิ่นอย่างไม่ถูกต้องให้กับคนในชุมชนฟัง

Sarom ทราบว่าการที่เธอแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะแม่คนหนึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจย้ายถิ่นของคนอื่น ๆ “ที่หมู่บ้านของเรา ฉันเห็นลูก ๆ ของคนย้ายถิ่นไปทำงานต้องออกจากโรงเรียนโดยไม่มีใครดูแล ซึ่งถ้าไม่มีการดูแลที่ดีแล้ว เด็กเหล่านี้อาจจะซึมเศร้า เหงาและป่วยหนักได้” เด็กได้รับผลกระทบจากการไม่มีผู้ปกครองดูแลและเงินที่หาได้มากขึ้นก็ไม่ได้ทดแทนทุกสิ่งได้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กยังเล็กมาก และต้องได้รับการเอาใจใส่และการดูแลเรื่องสุขภาพอย่างใกล้ชิด

“ลูกชายคนเล็กของฉันสุขภาพไม่ดี ฉันไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรถ้าฉันตัดสินใจกลับไปทำงาน” เมื่อเธอนำรูปถ่ายลูกทั้งสองออกมาให้ดู ดวงตาของ Sarom เปี่ยมไปด้วยความหวังว่าอนาคตจะสดใสและเธอจะอยู่กับพวกเขาไปได้ตลอด

อ่านเพิ่มเติมเรื่องสถานการณ์ผู้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง